สีของจาระบีไม่ได้เป็นแค่เรื่องของรูปลักษณ์ แต่บ่งบอกคุณสมบัติและการใช้งานที่สำคัญของเครื่องจักรและยานยนต์
จาระบีมีหน้าที่หลักในการลดแรงเสียดทานและการสึกหรอของชิ้นส่วนโลหะ ด้วยการสร้างฟิล์มหล่อลื่นปกป้องผิวโลหะไม่ให้เสียดสีโดยตรง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นซีลป้องกันการรั่วซึม ป้องกันฝุ่น ความชื้น และสิ่งสกปรกจากภายนอก รวมถึงช่วยลดการเกิดสนิมและการกัดกร่อน
สำหรับงานที่ต้องรับแรงกดและแรงกระแทกสูง จาระบียังช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าน้ำมันหล่อลื่นทั่วไป และมีความคงตัวในจุดที่เข้าถึงยาก เหมาะกับชิ้นส่วนที่เติมน้ำมันได้ไม่บ่อย เช่น ลูกปืนล้อหรือชิ้นส่วนแนวตั้ง
สีของจาระบีถูกออกแบบเพื่อช่วยระบุการใช้งานและคุณสมบัติเบื้องต้น โดยทั่วไปมีดังนี้
สีแดง: จาระบีอเนกประสงค์หรือจาระบีลิเธียม เหมาะกับลูกปืนล้อและชิ้นส่วนรถยนต์ ทนความร้อนและป้องกันสนิม
สีน้ำเงิน: ทนความร้อนต่อเนื่อง ใช้กับเครื่องจักรหมุนเร็ว เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า
สีเขียว: กันน้ำและชะล้าง เหมาะกับอุปกรณ์เกษตรหรืออุปกรณ์ในสภาพเปียก
สีขาว: สะอาด ไม่ทิ้งคราบ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหรือเครื่องจักรที่สัมผัสอาหาร
สีดำ/เทา: ผสมโมลิบดีนัมหรือกราไฟต์ ใช้กับงานรับแรงกดสูง เช่น เครื่องจักรหนัก
สีเหลือง/อำพัน: สำหรับงานหล่อลื่นเบา เช่น บานพับหรือสายเคเบิล
การเปลี่ยนสีขณะใช้งานเป็นสัญญาณเตือน เช่น สีคล้ำขึ้นจนดำ แสดงถึงการเสื่อมสภาพหรือโดนความร้อนสูงเกินไป สีขาวขุ่นหรือเหมือนน้ำนมบ่งบอกว่ามีการปนเปื้อนของน้ำ
การเลือกจาระบีควรพิจารณาตามคุณสมบัติหลัก 4 ด้าน
ความอ่อน-แข็ง (NLGI Grade) เพื่อความเหมาะสมกับแรงกดและการไหลตัว
ประเภทสารอุ้มน้ำมัน (Thickener Type) เช่น ลิเธียม ลิเธียมคอมเพล็กซ์ แคลเซียมซัลโฟเนต หรือโพลียูเรีย
ความหนืดของน้ำมันพื้นฐาน (Base Oil Viscosity) เพื่อให้ฟิล์มหล่อลื่นทำงานได้ตามสภาพโหลด
สารเพิ่มคุณภาพ (Additives) เช่น EP สำหรับแรงกดสูง Anti-Wear ป้องกันการสึกหรอ หรือ Solid Lubricants สำหรับงานกระแทกแรง
ข้อควรระวังสำคัญคือ ห้ามผสมจาระบีต่างชนิดกันโดยไม่ตรวจสอบความเข้ากันได้ เพราะอาจทำให้จาระบีแยกตัวหรือเหลวจนทำให้เครื่องจักรเสียหาย
การเข้าใจสีและคุณสมบัติของจาระบีช่วยให้การบำรุงรักษาเครื่องจักรและยานยนต์มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาเสียหายและยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนได้อย่างชัดเจน
